← กลับหน้าเครือข่ายกฤษณาไทย
ความรู้เรื่องไม้กฤษณา
ก่อนตัดสินใจปลูก
รวมข้อมูลปลูก · กฎหมาย · ตลาด · วิธีกันโดนหลอก — เขียนจากเอกสารราชการและประสบการณ์คนทำจริง
ทุกข้อมีป้ายบอกที่มา ไม่ขายฝัน
อ่านป้ายสีก่อน
ราชการ/วิจัย = มีเอกสารทางการอ้างอิง ·
ประสบการณ์จริง = คำบอกเล่าคนทำจริง ยังไม่มีงานวิจัยยืนยัน ·
ต้องถามหน่วยงาน = กฎหมายมีรายละเอียด ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อน
🌱 ปลูกกฤษณายังไงให้ได้ผล
รวมสิ่งที่เอกสารราชการและงานวิจัยไทยระบุไว้ กับสิ่งที่คนทำจริงเล่า — แยกป้ายให้เห็นชัดว่าอันไหนเป็นอันไหน
1. เลือกพันธุ์ให้ถูก — จุดตายที่คนพลาดกันมาก ราชการ/วิจัย
ประเทศไทยพบไม้สกุลกฤษณา 5 ชนิด แต่กรมป่าไม้ระบุว่ามีเพียง 2 ชนิดที่สร้างสารกฤษณาได้ คือ
กฤษณา (Aquilaria crassna) และ ไม้หอม (A. malaccensis)
ส่วนพันธุ์ที่ไทยปลูกเป็นการค้าหลักตามเอกสารกรมวิชาการเกษตรคือ A. crassna
ซื้อกล้าผิดชนิด = ปลูก 10 ปีก็ไม่มีสาร
นี่คือความเสี่ยงที่ร้ายที่สุดและมองไม่เห็นตอนซื้อ เพราะกล้าเล็กๆ หน้าตาคล้ายกันหมด
ถามชื่อวิทยาศาสตร์ทุกครั้ง และขอทราบว่ากล้ามาจากต้นแม่ต้นไหน
ต้องถามหน่วยงาน เอกสารแต่ละแหล่งระบุจำนวนชนิดที่สร้างสารได้ไม่ตรงกัน
ก่อนลงทุนซื้อกล้าจำนวนมาก ควรโทรยืนยันกับกรมป่าไม้หรือเกษตรอำเภอก่อน
2. สารกฤษณาเกิดขึ้นได้อย่างไร ราชการ/วิจัย
สารกฤษณาคือยางหอมกลุ่มเทอร์พีนอยด์ (terpenoid) ที่ต้นสร้างขึ้นมา
เพื่อรักษาบาดแผลของตัวเอง เมื่อเนื้อไม้ถูกทำให้บาดเจ็บ ต้นจะส่งสารมาสะสมที่บริเวณแผล
ทำให้เนื้อไม้เปลี่ยนจากสีขาวเป็นน้ำตาลจนถึงดำ และเกิดกลิ่นหอม
แปลว่า — ต้นที่ไม่เคยถูกกระตุ้น คือไม้ธรรมดา ไม่มีมูลค่า
ปลูกทิ้งไว้เฉยๆ 20 ปีก็ไม่เกิดสารเอง (ยกเว้นบังเอิญโดนธรรมชาติทำแผล ซึ่งพบได้น้อยมาก)
3. ระยะปลูกและการดูแลช่วงแรก
- ปลูกเชิงเดี่ยว ระยะ 2×4 เมตร ราชการ/วิจัย — ตามเอกสารกรมป่าไม้
- ปลูกแทรกในสวนยางพาราหรือสวนผลไม้ ราชการ/วิจัย — กรมป่าไม้ระบุเป็นรูปแบบที่ทำได้
โดยเน้นว่าระยะปลูกต้องพอเหมาะ ไม่บดบังแสง
- กล้าที่พร้อมปลูก: อายุ 10–12 เดือน สูงตั้งแต่ 50 ซม.ขึ้นไป · หลุมปลูก 30×30×30 ซม. · ลงต้นฤดูฝน (พ.ค.–มิ.ย.)
ราชการ/วิจัย
- สภาพพื้นที่: ต้องมีฝนตกไม่ต่ำกว่า 5 เดือน · ไม่เหมาะกับดินทรายจัด ดินลูกรัง หรือมีชั้นหินดาน
ราชการ/วิจัย
- ศัตรูช่วงอายุ 1–3 ปี คือหนอนกินใบ กัดใบอ่อนเสียหายได้ทั้งต้น หลังต้นโตแล้วมักไม่ค่อยพบปัญหา
ประสบการณ์จริง (เอกสารเผยแพร่ ม.เกษตรศาสตร์) —
พบอาการให้ปรึกษาเกษตรอำเภอ อย่าซื้อสารเคมีตามคำบอกเล่า
ข้อควรรู้: "ปลูกแซมยางดีกว่าปลูกเดี่ยว" — ยังไม่มีงานวิจัยยืนยัน
เราตรวจแล้วว่ายังไม่มีงานวิจัยไทยที่เปรียบเทียบแบบควบคุมตัวแปรว่าปลูกแซมให้สารดีกว่าปลูกเดี่ยว
และคู่มือ "พืชแซมยาง–พืชร่วมยาง" ของกรมวิชาการเกษตรก็ไม่ได้บรรจุกฤษณาไว้ในรายการที่แนะนำ
สิ่งที่พบจากแปลงจริงในงานวิจัยคือ ต้นที่ปลูกห่าง (4×5 ม.) มีขนาดใหญ่กว่าต้นที่ปลูกชิด (2×2 ม.) มาก
⇒ ตัวแปรสำคัญน่าจะเป็นระยะห่างที่ให้แสงพอ มากกว่าคำว่า "แซม" — ตรงกับที่กรมป่าไม้เตือนเรื่องไม่บดบังแสง
4. อายุที่เริ่มลงสารได้
- 5–7 ปีขึ้นไป หรือขนาดความโตราว 10–15 ซม. ประสบการณ์จริง
— เอกสารสถานีวิจัยวนเกษตรตราด ม.เกษตรศาสตร์ (ไม่ใช่เอกสารราชการ)
- บางแหล่งระบุว่าต้นอายุ 8–10 ปีขึ้นไปให้ผลดีกว่า และงานวิจัยที่ตัดต้นจริงใช้ต้นอายุ 12–18 ปี
- กรมป่าไม้ระบุเพียงว่าความสำเร็จขึ้นกับ อายุ · สายพันธุ์ · ขนาดลำต้น โดยไม่ให้ตัวเลขตายตัว
5. วิธีกระตุ้นให้เกิดสาร ราชการ/วิจัย
เอกสารกรมป่าไม้ระบุวิธีที่ใช้กัน ได้แก่ การเจาะ · การตอกตะปู · การใช้สารเคมี · การใช้หนอนเจาะ · การใช้เชื้อรา
ผลจากงานวิจัยตีพิมพ์ (วารสารวนศาสตร์):
- เจาะด้วยสว่าน ได้ผลดีกว่าเจาะด้วยสิ่ว และดีกว่าตอกตะปู
- ลงสารในฤดูแล้งเกิดสารมากกว่าฤดูฝน และเนื้อไม้ผุน้อยกว่า
- พบด้วยว่ามีบางรูปแบบที่ไม่เกิดสารเลยแต่เนื้อไม้ผุ — คือเสียเปล่าได้จริง
6. หลังลงสารแล้วรอนานแค่ไหน ราชการ/วิจัย
- 8–16 เดือน — ช่วงที่ได้ปริมาณสารดีที่สุด
งานวิจัยที่ตัดต้นจริงในจังหวัดตราดพบว่าช่วงนี้ให้ผลคุ้มที่สุด
- ทิ้งไว้นานเกินไป กลับได้น้อยลง
แปลงที่ทิ้งไว้ 43 เดือน ได้ไม้มีสารเพียง 12% ของน้ำหนักต้น เพราะเนื้อไม้ผุไปพร้อมกัน
- ผลผลิตที่บันทึกได้จริง: ไม้ที่มีสารคิดเป็น 10–32% ของน้ำหนักเนื้อไม้ทั้งต้น
(จากการโค่นต้นจริงอายุ 12–14 ปี)
เนื้อไม้ที่มีสาร ตากแห้งก่อนส่งเข้าโรงกลั่น
7. ข้อเสนอจากนักวิชาการ: ลดความเสี่ยงด้วยการขายทั้งต้น ประสบการณ์จริง
สถานีวิจัยวนเกษตรตราด ม.เกษตรศาสตร์ ระบุตรงๆ ว่าวิธีกระตุ้นสารต่างๆ
"อาจไม่ได้ผล ทำเกษตรกรให้สูญเสียค่าใช้จ่าย" และยังไม่มีข้อสรุปว่าวิธีใดดีที่สุด
จึงแนะนำให้เกษตรกรขายไม้กฤษณาทั้งต้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระตุ้นที่อาจทำให้ต้นตาย
👉 นี่คือเหตุผลว่าทำไมรูปแบบ "ผู้รับซื้อเป็นคนลงทุนทำสารเอง เจ้าของสวนไม่ต้องออกเงิน"
จึงปลอดภัยกว่าสำหรับเกษตรกร — ถ้าสารไม่ขึ้น คนเสียเงินคือผู้รับซื้อ ไม่ใช่เจ้าของสวน
8. ประสบการณ์จากแปลงจริงในเครือข่าย ประสบการณ์จริง
ข้อมูลชุดนี้เป็นคำบอกเล่าของผู้รับซื้อที่มีโรงกลั่นของตัวเอง และจากแปลงตัวอย่างใน อ.คีรีมาศ
ที่เก็บเกี่ยวขายจริงมาแล้ว — ยังไม่มีงานวิจัยรองรับ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่
- ผู้รับซื้อระบุว่า อายุ 5–6 ปี ถ้าต้นสมบูรณ์และได้น้ำดี ลงสารได้ หรือดูที่ขนาดไม้ ถ้าได้ ขนาดหน้า 4–5 ลงสารได้เลย
(สอดคล้องกับตัวเลข 5–7 ปีของ ม.เกษตรศาสตร์)
- ผู้รับซื้อระบุว่า ต้นใหญ่ทำสารซ้ำได้ยาว 7–8 ปี
(ข้อนี้เราหาเอกสารวิชาการยืนยันหรือหักล้างไม่พบ)
- ผู้รับซื้อแนะนำให้ปลูกผสมผสานในสวนยางหรือสวนมังคุด มากกว่าปลูกเดี่ยว
(ดูกล่องเตือนในข้อ 3 — ยังไม่มีงานวิจัยเปรียบเทียบยืนยัน)
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง — แปลงตัวอย่าง อ.คีรีมาศ
ปลูกแซมร่องยางตั้งแต่ปี 2547 (ยางยังกรีดได้ตามปกติ ไม่เสียพื้นที่ทำกิน) ·
ผู้รับซื้อเข้าสำรวจ → เซ็นสัญญา → ลงทุนทำสารเองทั้งหมด →
เก็บเกี่ยวรอบแรก 3.8 ตัน เมื่อ ก.ค. 2569 แล้วลงสารรอบใหม่ต่อทันที
ต้นกฤษณาปลูกแซมร่องยางในแปลงตัวอย่าง อ.คีรีมาศ
ความจริงที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจปลูก
กฤษณาเป็นไม้ระยะยาว ไม่ใช่พืชรวยเร็ว · สารหอมไม่เกิดเอง ต้องกระตุ้น และการกระตุ้นอาจไม่สำเร็จ ·
ราคาขึ้นกับคุณภาพสารที่เกิดจริง ซึ่งไม่มีใครรับประกันล่วงหน้าได้ ·
เจ้าของแปลงตัวอย่างเองก็เคยลองทำสารเองแล้วไม่สำเร็จมาหลายปี จนมาเจอผู้รับซื้อที่ลงทุนทำให้ทั้งหมด
แหล่งอ้างอิง:
เอกสาร "ไม้กฤษณา" สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้
กรมป่าไม้ ·
"กฤษณา ไม้มีค่า อนาคตไกล" สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช
กรมวิชาการเกษตร (2566) ·
วารสารวนศาสตร์ 35(1) 2559 การชักนำการเกิดสารกฤษณาในสวนเกษตรกร จ.ตราด ·
วารสารวนศาสตร์ 28(1) 2552 เทคนิคกระตุ้นการเกิดสารหอมโดยการสร้างบาดแผล ·
สถานีวิจัยวนเกษตรตราด
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ·
คู่มือพืชแซมยาง–พืชร่วมยาง กรมวิชาการเกษตร (ตรวจแล้วไม่มีกฤษณาในรายการ)
⚖️ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง — ฉบับเกษตรกร
เรื่องนี้ผิดพลาดแล้วมีโทษจริง อ่านให้ครบ และโทรถามหน่วยงานก่อนลงมือเสมอ
เข้าใจโครงสร้างก่อน — 2 กฎหมาย 2 กรม ไม่ทดแทนกัน
- กรมป่าไม้ ดูแลเรื่อง ตัด · ครอบครอง · ขนย้าย ในประเทศ (พ.ร.บ.ป่าไม้)
- กรมวิชาการเกษตร ดูแลเรื่อง ส่งออก · ทะเบียนแปลงปลูก (พ.ร.บ.พันธุ์พืช / ไซเตส)
มีทะเบียนแปลงไซเตสแล้ว ไม่ได้แปลว่าตัดไม้หวงห้ามได้ — เป็นคนละใบอนุญาตกัน
1. กฤษณาเป็นไม้หวงห้ามหรือไม่ ราชการ/วิจัย
⚠️ ข้อมูลเก่าบนอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ล้าสมัยแล้ว
บทความก่อนปี 2565 มักเขียนว่า "กฤษณาไม่ใช่ไม้หวงห้าม" ซึ่งถูกในตอนนั้น แต่ใช้ไม่ได้แล้ว
พระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 ได้เพิ่ม
กฤษณา (Aquilaria spp.) เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ลำดับที่ 162
(ประกาศราชกิจจานุเบกษา 7 พ.ค. 2565 มีผลเมื่อพ้น 90 วัน) เหตุผลท้ายพระราชกฤษฎีการะบุว่า
เพราะมีการลักลอบตัดโค่นไม้กฤษณาเพื่อเอาชิ้นกฤษณาในเนื้อไม้
แต่ — หวงห้ามเฉพาะต้นที่ "ขึ้นในป่า" เท่านั้น
พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ออกตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ป่าไม้ ซึ่งให้อำนาจกำหนดเฉพาะ
"ไม้ชนิดใดที่ขึ้นในป่า"
👉 กฤษณาที่ท่านปลูกเองในที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ ไม่เป็นไม้หวงห้าม — ตัดและขายได้
2. ที่ดินแบบไหนที่ตัดขายได้ ราชการ/วิจัย
มาตรา 7 เปิดทางไว้ 2 ประตู — สังเกตว่าถ้อยคำต่างกัน และมีผลต่างกันจริง
| ประเภทเอกสาร | สถานะ | เงื่อนไข |
| โฉนดที่ดิน · โฉนดแผนที่ · โฉนดตราจอง · ตราจองที่ตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" |
✅ ได้ |
ประตูที่ 1 ไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินนี้ ไม่เป็นไม้หวงห้าม
(ไม่ว่าปลูกเองหรือขึ้นเอง) |
| หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 · น.ส.3 ก · น.ส.3 ข) |
✅ ได้ |
| ส.ค.1 · ใบจอง (น.ส.2, น.ส.2 ก) · แบบหมายเลข 3 |
✅ ได้ |
| ส.ป.ก. 4-01 (และ 4-01 ก / ข / ค / ช) |
✅ ได้ |
ประตูที่ 2 เฉพาะไม้ที่ "ปลูกขึ้น" เท่านั้น
(ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรฯ พ.ศ. 2563 — ใช้กับไม้ที่ปลูกก่อนประกาศด้วย) |
| ภ.บ.ท.5 (ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่) |
❌ ไม่เข้าข่าย |
ไม่ใช่เอกสารสิทธิ์ เป็นเพียงใบเสร็จภาษี ไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของที่ดิน |
| ส.ท.ก. · น.ค.3 · กสน.5 · ใบเหยียบย่ำ ฯลฯ |
❌ ไม่เข้าข่าย |
ไม่มีอยู่ในประกาศกระทรวงทรัพยากรฯ |
ถ้าที่ดินไม่เข้าข่าย ต้องระวังเป็นพิเศษ
กฤษณาบนที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ยังถือเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก.
การตัดโดยไม่ขออนุญาตอาจเป็นความผิดตามมาตรา 11
ให้ปรึกษาสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ก่อนตัด
3. ต้องขออนุญาตก่อนตัดไหม
- ถ้าที่ดินเข้าข่ายข้อ 2 → ไม่ต้องขออนุญาตตัด ราชการ/วิจัย
เพราะมาตรา 11 บังคับเฉพาะไม้หวงห้ามเท่านั้น
- ควรขอ "หนังสือรับรองไม้" ไว้ (มาตรา 18/1) ราชการ/วิจัย
กฎหมายเขียนว่า "จะแจ้ง...ก็ได้" คือสมัครใจ ไม่บังคับ
แต่แนะนำให้ทำ เพราะเป็นหลักฐานพิสูจน์แหล่งที่มาหากถูกตรวจระหว่างขนย้าย
- ถ้าขึ้นทะเบียนแปลงไซเตสไว้แล้ว ต้องแจ้งก่อนตัด ราชการ/วิจัย
กรมวิชาการเกษตรมีแบบฟอร์มบังคับ 2 ตัว คือ แบบแจ้งตัด/โค่นไม้ และแบบรายงานจำนวนต้นที่เปลี่ยนแปลงในรอบปี
(ส่งภายใน 31 ธ.ค. ทุกปี)
ข้อที่ต้องโทรถามเอง — เรื่องขนย้ายและการค้า ต้องถามหน่วยงาน
กฎหมายมีเรื่อง
"ของป่าหวงห้าม" ซึ่งระบุ "ชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณา" ไว้ด้วย
และมีเรื่อง
ใบเบิกทางสำหรับการเคลื่อนย้าย
ตามตัวบทน่าจะไม่ครอบคลุมไม้จากแปลงปลูกที่มีเอกสารสิทธิ์ แต่
เราไม่ตีความกฎหมายแทนท่าน
คำถามที่ควรโทรถามกรมป่าไม้ก่อนขนของ:
- "ปลูกกฤษณาในที่ดิน [ระบุประเภทเอกสาร] ตัดขายเองได้ไหม ต้องขออนุญาตอะไรไหม"
- "ขายชิ้นไม้กฤษณาให้โรงกลั่นในประเทศ ต้องมีใบอนุญาตค้าของป่าหวงห้ามไหม ปริมาณเท่าไรถึงต้องขอ"
- "ขนกฤษณาข้ามจังหวัดไปโรงกลั่น ต้องมีใบเบิกทางไหม ควรขอหนังสือรับรองไม้ ม.18/1 ไว้ก่อนไหม"
4. ขายในประเทศให้โรงกลั่น ราชการ/วิจัย
ไซเตสไม่เกี่ยวกับการซื้อขายในประเทศ
กฎหมายไซเตส (พ.ร.บ.พันธุ์พืช มาตรา 29 ตรี) ห้ามเฉพาะการ นำเข้า · ส่งออก · นำผ่าน เท่านั้น
ไม่ได้ห้ามซื้อขายภายในประเทศ
👉 ขายให้โรงกลั่นในไทย ไม่ต้องมีใบอนุญาตไซเตส และไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนแปลง
(ทะเบียนแปลงจำเป็นเมื่อจะส่งออก — หรือเมื่อผู้ซื้อจะเอาไปส่งออก เขาจะขอเลขทะเบียนแปลงจากเรา)
5. ถ้าจะส่งออก — ต้องผ่านไซเตส ราชการ/วิจัย
กฤษณาทั้งสกุลอยู่ใน บัญชี CITES หมายเลข 2 (Appendix II) และเป็นพืชอนุรักษ์
ตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ. 2518
| สินค้า | ต้องขอใบอนุญาตส่งออกไหม |
| แก่นไม้ / ท่อนไม้ / ชิ้นไม้สับ (chips) | ✅ ต้องขอ |
| น้ำมันกฤษณา | ✅ ต้องขอ |
| ลูกประคำ / งานแกะสลัก | ✅ ต้องขอ |
| ผง/ขี้เลื่อยที่สกัดน้ำมันออกแล้ว | ❌ ไม่ต้อง |
| เมล็ด · ใบ · ผล · ต้นกล้าเพาะเนื้อเยื่อในภาชนะปลอดเชื้อ | ❌ ไม่ต้อง |
ต้องถามหน่วยงาน รายละเอียดข้อยกเว้นมีการทบทวนในที่ประชุมไซเตสเป็นระยะ
ก่อนส่งออกจริงทุกครั้ง ให้ยืนยันกับกรมวิชาการเกษตรว่ารายการล่าสุดครอบคลุมสินค้าของท่านหรือไม่
6. ขั้นตอนขึ้นทะเบียนแปลงปลูก ราชการ/วิจัย
ผู้ที่จะขยายพันธุ์พืชอนุรักษ์เพื่อการค้าต้องขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร
(หลักเกณฑ์เฉพาะกฤษณามีผลบังคับตั้งแต่ พ.ย. 2559) · ใบสำคัญมีอายุ 5 ปี
เอกสารที่ต้องเตรียม:
- แบบคำขอ + แบบบัญชีประกอบคำขอขึ้นทะเบียนแปลงปลูกกฤษณา
- สำเนาหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครอง หรือหลักฐานการมีสิทธิ์ใช้ประโยชน์ในที่ดิน
(ถ้าเช่าที่ ต้องมีหลักฐานการเช่า + หนังสือยินยอมของเจ้าของที่ดิน)
- แผนที่สังเขปและพิกัดภูมิศาสตร์ (ละติจูด/ลองจิจูด) ของแปลง
- หลักฐานการได้มาของต้นกล้า และรูปถ่ายแปลงปลูก
- สำเนาบัตรประชาชน (นิติบุคคลเพิ่มหนังสือรับรองการจดทะเบียนและหนังสือมอบอำนาจ)
ยื่นออนไลน์ที่ระบบ National Single Window:
nsw.doa.go.th/public
หรือยื่นเอกสารที่กลุ่มวิจัยอนุสัญญาไซเตสด้านพืช
ต้องถามหน่วยงาน เรื่องค่าธรรมเนียม —
เอกสารประชาสัมพันธ์ระบุว่าพืชบัญชี 2 ไม่มีค่าธรรมเนียม แต่บัญชีอัตราท้ายพระราชบัญญัติกำหนดเพดานไว้
โทรยืนยันกับกรมวิชาการเกษตรก่อน
7. ใบอนุญาตส่งออกและบทลงโทษ ราชการ/วิจัย
- ต้องขอหนังสืออนุญาตส่งออกพืชอนุรักษ์ โดยหนังสืออนุญาตมีอายุไม่เกิน 6 เดือน
นับแต่วันออก และตามหลักปฏิบัติต้องขอต่อการส่งออกแต่ละครั้ง
- ต้องระบุเลขทะเบียนแปลงปลูกในหนังสืออนุญาต — ไม่มีทะเบียนแปลง = ส่งออกไม่ได้
- บทลงโทษ: ส่งออกโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือขยายพันธุ์เพื่อการค้าโดยไม่ขึ้นทะเบียน
มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(พ.ร.บ.พันธุ์พืช มาตรา 61 ทวิ)
- และอาจมีความผิดตามกฎหมายศุลกากรด้วย ซึ่งมีบทลงโทษหนักกว่ามาก รวมถึงการยึดและริบของ
8. ติดต่อหน่วยงานโดยตรง
กลุ่มวิจัยอนุสัญญาไซเตสด้านพืช สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร
(เรื่องส่งออก · ทะเบียนแปลงปลูก)
โทร
0-2579-0919 ·
0-2940-5687
อีเมล citesflora@gmail.com · Line: citesflora.th
ที่อยู่ 50 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
กรมป่าไม้ (เรื่องตัด · ครอบครอง · ขนย้าย · หนังสือรับรองไม้)
ติดต่อสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ประจำพื้นที่ของท่าน
ข้อจำกัดของข้อมูลหน้านี้
เรียบเรียงจากตัวบทกฎหมายและเอกสารราชการ ณ เดือน ส.ค. 2569 เพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น
ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางกฎหมาย กฎหมายมีการแก้ไขได้ และกรณีของแต่ละแปลงมีรายละเอียดต่างกัน
กรณีของท่านโปรดสอบถามหน่วยงานโดยตรงตามช่องทางข้างต้นก่อนดำเนินการเสมอ
แหล่งอ้างอิง:
พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 (ฉบับรวมแก้ไขถึง ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2562) มาตรา 7, 11, 18/1 ·
พระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 ·
ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2563 (ที่ดิน ส.ป.ก.) ·
กรมป่าไม้ ·
พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 มาตรา 29 ทวิ/ตรี/จัตวา และมาตรา 61 ทวิ ·
แบบฟอร์มและขั้นตอน กรมวิชาการเกษตร ·
บัญชีแนบท้ายอนุสัญญาไซเตส
💰 ตลาดและเกรด — ให้ภาพจริง
กฤษณาไม่ใช่พืชที่มี "ราคากลาง" เหมือนยางหรือปาล์ม เข้าใจตรงนี้ก่อน จะไม่โดนหลอกด้วยตัวเลขสวยๆ
เรื่องแรกที่ต้องรู้ — กฤษณาไม่มีราคากลาง
ไม่มีตลาดกลาง ไม่มีประกาศราคาจากหน่วยงานรัฐแบบยางพารา ราคาทั้งหมดเกิดจากการ
ตกลงกันตัวต่อตัว
ระหว่างเจ้าของสวนกับโรงกลั่น/ผู้รับซื้อ และขึ้นกับปริมาณสารในไม้ซึ่งดูจากภายนอกไม่ได้
👉
ใครก็ตามที่บอกราคารับซื้อล่วงหน้าหลายปี หรือการันตีเป็นเปอร์เซ็นต์ — คือสัญญาณอันตราย
(ดูหมวด
กันโดนหลอก)
เกรดของไม้กฤษณา ราชการ/วิจัย
มีการแบ่งเกรดอยู่ 2 ระบบที่ใช้ปนกันในวงการ — แบ่งตามสีเนื้อไม้ กับแบ่งตามความหนาแน่นของสาร
สังเกตว่าตัวเลขราคาของสองระบบต่างกันมาก จึงใช้เป็นราคาอ้างอิงจริงไม่ได้
⚠️ ตัวเลขด้านล่างเป็นข้อมูลปี 2557–2564 จากเอกสารเผยแพร่ ไม่ใช่ราคารับซื้อปัจจุบัน และไม่ใช่ราคาของเครือข่ายเรา
| เกรด | ลักษณะที่สังเกตได้ | ช่วงราคาที่เอกสารระบุ (บาท/กก.) |
| 1 | แก่นสีดำ สารแน่น | 40,000–200,000 |
| 2 | สีน้ำตาลเข้ม | 20,000–40,000 |
| 3 | สีน้ำตาล | 15,000–20,000 |
| 4 | สีน้ำตาลเป็นเส้นๆ ติดเนื้อไม้ | 5,000–15,000 |
|
ชั้นล่างสุด: ไม้/เศษไม้สำหรับต้มกลั่นน้ำมัน — ไม้ที่มีสารน้อย ไม่ถึงเกรดข้างบน
ขายเข้าโรงกลั่นเป็นวัตถุดิบทำน้ำมัน ราคาต่อกิโลกรัมอยู่ระดับหลักสิบบาท
และไม่มีราคาตีพิมพ์ที่ไหน ต้องตกลงกับผู้รับซื้อโดยตรง
|
วิธีดูเกรดที่เกษตรกรทดสอบเองได้ — หย่อนน้ำ ราชการ/วิจัย
ไม้ที่สารแน่นจะจมน้ำ (ความหนาแน่นมากกว่าน้ำ) ส่วนไม้ที่สารน้อยจะลอย —
ยิ่งจมเร็วยิ่งสารเยอะ นี่คือหลักการดั้งเดิมที่ใช้แยกเกรดกันมานาน
น้ำมันกฤษณา ราชการ/วิจัย
- ขายเป็นหน่วย "โตรา" (tola) ≈ 11.62 กรัม (ราว 12 ซีซี) เป็นหน่วยที่ใช้กันในตลาดตะวันออกกลาง–อินเดีย
- แบ่งเกรด A / AA / AAA / Super / DBS — เอกสารปี 2564 ระบุช่วง 6,000 ถึง 35,000 บาทต่อโตรา ตามเกรด
- กากไม้หลังกลั่นยังขายต่อได้ เอาไปทำธูปหอม/ธูปอัดก้อนส่งออก ไม่ใช่ของทิ้ง
น้ำมันกฤษณากลั่นแท้ — ผลผลิตปลายทางของไม้ที่ส่งเข้าโรงกลั่น
ตลาดปลายทางและภาพรวมประเทศ ราชการ/วิจัย
- แก่นไม้/ชิ้นไม้จุดดม → ตะวันออกกลาง (ซาอุดีอาระเบีย, UAE, คูเวต) ใช้เป็นเครื่องหอมในชีวิตประจำวัน
- น้ำมันเกรดสูง → ยุโรป ป้อนอุตสาหกรรมน้ำหอม
- มูลค่าส่งออกกฤษณาของไทย 1,000 ล้านบาท (ปี 2563) เพิ่มเป็น 2,033 ล้านบาท (ปี 2564)
- ไทยเป็นผู้ส่งออกกฤษณาจากการเพาะปลูกอันดับ 1 ของโลก และจำนวนผู้ส่งออกเพิ่มจาก 4–5 ราย เป็นกว่า 80 ราย
- ผู้ขึ้นทะเบียนแปลงปลูกกับกรมวิชาการเกษตร 426 ราย ใน 50 จังหวัด รวม 16,327 ไร่ กว่า 1.2 ล้านต้น — ปลูกกระจายเกือบทั่วประเทศ
🛡️ กันโดนหลอก — เรื่องที่คนขายฝันไม่เล่า
กฤษณาเป็นพืชที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลอกลงทุนมาแล้วหลายคดี มูลค่าความเสียหายรวมหลายร้อยล้านบาท
อ่านหมวดนี้ก่อนจ่ายเงินให้ใครก็ตาม
หน่วยงานรัฐเตือนโดยตรง ราชการ/วิจัย
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (กระทรวงดิจิทัลฯ) ระบุชื่อไม้กฤษณาตรงตัว
ว่าเป็นหนึ่งในพืชที่มิจฉาชีพใช้ชักชวนลงทุนแบบ "สวนไม้เศรษฐกิจ ทำกำไรลวง"
โดยอ้างผลตอบแทนสูง มีตลาดรองรับ และรับซื้อคืนราคาดี
คดีที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ราชการ/วิจัย
- คดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีความเห็นสั่งฟ้อง เมื่อ ก.ย. 2566 —
ความเสียหายกว่า 152 ล้านบาท ผู้เสียหาย 105 ราย
รูปแบบคือชวนซื้อ "ต้นกฤษณา" ขั้นต่ำ 100,000 บาท บริษัทรับดูแลให้
อ้างผลตอบแทน 14–20% และรับซื้อคืนทั้งหมดภายใน 6 ปี
ข้อกล่าวหาคือร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
(เป็นชั้นความเห็นสั่งฟ้องของพนักงานสอบสวน ยังไม่ใช่คำพิพากษาของศาล)
- กรณีร้องเรียนกระทรวงยุติธรรม ปี 2562 — ความเสียหายกว่า 80 ล้านบาท
ผู้ลงทุนกว่า 1,000 คน รูปแบบคือชวนซื้อกล้ากฤษณา 25–400 ต้น
อ้างผลตอบแทน 20–45% ต่อปี ครบสัญญา 7 ปีแล้วไม่จ่ายทั้งเงินต้นและผลตอบแทน
สังเกตจุดร่วมของทั้งสองคดี — ไม่ได้หลอกเรื่อง "ต้นไม้ไม่ดี"
แต่หลอกด้วยการขายเป็นแพ็กเกจลงทุน + การันตีผลตอบแทน + สัญญารับซื้อคืน
ซึ่งเป็นสิ่งที่ผลผลิตเกษตรจริงทำไม่ได้
🚩 สัญญาณเตือน — เจอข้อไหนให้ชะลอไว้ก่อน
- การันตีราคาหรือผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี หรือบอกราคารับซื้อล่วงหน้าหลายปี
— กฤษณาไม่มีราคากลาง ไม่มีใครการันตีได้จริง
- ให้จ่ายเงินก้อนก่อน (ค่ากล้า/ค่าแพ็กเกจ/ค่าทำสาร/ค่าอบรม) แล้วผลตอบแทนอยู่ปลายทาง 6–7 ปี
- ราคากล้าสูงผิดปกติ — กล้ากฤษณาในตลาดทั่วไปอยู่ที่ราว 1–50 บาทต่อต้น
ถ้าถูกเสนอเป็นแพ็กเกจหลักแสน ให้คำนวณย้อนดูว่าตกต้นละเท่าไร
- ต้นไม้อยู่ในที่ดินคนอื่น ไม่มีเลขต้น ไม่มีพิกัดแปลง เข้าไปดูเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ได้
- มีค่าตอบแทนถ้าชวนคนเพิ่ม — โครงสร้างแบบแชร์ลูกโซ่
- พาไปดูสวนหรือโรงกลั่นเพื่อสร้างความเชื่อ — สวนที่พาไปดูอาจไม่ใช่ของผู้ชวน ให้ถามว่าที่ดินเป็นชื่อใคร
- ไม่ให้ดูสัญญาก่อนเซ็น หรือไม่ให้สำเนากลับบ้าน · คนเซ็นไม่ใช่เจ้าของแปลงตัวจริง
- ไม่พูดถึงข้อจำกัดเลย — ไม่บอกว่าโตช้า ไม่บอกว่าสารอาจไม่ขึ้น ไม่บอกเรื่องกฎหมายส่งออก
- ระวังสัญญาผูกสิทธิ์ระยะยาว — ถ้าเซ็นยกสิทธิ์ในแปลงให้ผู้ซื้อรายเดียว
อาจขายให้คนอื่นไม่ได้จนกว่าจะครบสัญญา อ่านให้ครบทุกข้อก่อนเซ็น
✅ วิธีตรวจสอบผู้รับซื้อด้วยตัวเอง — ทำได้ฟรีใน 5 นาที
| จะตรวจอะไร | ตรวจที่ไหน |
วิสาหกิจชุมชน ชื่อ · รหัสทะเบียน · สถานะ |
ระบบ SMCE กรมส่งเสริมการเกษตร
smce.doae.go.th/search
เอารหัสทะเบียนที่เขาโชว์มากรอกเทียบ ถ้าไม่เจอ = น่าสงสัย |
บริษัท/ห้างหุ้นส่วน ยังดำเนินกิจการอยู่ไหม · กรรมการ · งบการเงิน |
DBD DataWarehouse กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
datawarehouse.dbd.go.th |
การส่งออกถูกกฎหมาย แปลงขึ้นทะเบียนไซเตสแล้วหรือยัง |
กลุ่มวิจัยอนุสัญญาไซเตสด้านพืช กรมวิชาการเกษตร
โทร 02-940-5687 |
| ถูกหลอกแล้ว / อยากร้องเรียน |
สคบ. สายด่วน 1166 ·
ระบบร้องทุกข์ออนไลน์
คดีลงทุนมูลค่าสูง → กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) |
เครือข่ายของเราทำตรงข้ามกับสัญญาณเตือนทุกข้อ
- ไม่ขายแพ็กเกจลงทุน ไม่มีค่าคอมมิชชันชวนคนต่อ
- ไม่การันตีราคา — ตกลงราคากันตอนชั่งจริง เห็นของจริง
- ต้นไม้อยู่ในที่ดินของเกษตรกรเอง เจ้าของดูได้ตลอดเวลา
- ผู้รับซื้อลงทุนค่าทำสารเอง เกษตรกรไม่ต้องจ่ายล่วงหน้า
- มีทะเบียนวิสาหกิจชุมชนให้ตรวจสอบได้จริง —
ดูเอกสารจดทะเบียนที่หน้าร้าน แล้วเอารหัสไปกรอกเช็กที่ SMCE ได้เลย
❓ คำถามที่เกษตรกรถามบ่อย
รวมคำถามที่ถูกถามจริงหน้างานและทางโทรศัพท์ — ตอบตามที่มีหลักฐาน ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้
ปลูกแซมในสวนยางที่มีอยู่ได้ไหม ต้องโค่นยางทิ้งหรือเปล่า
ไม่ต้องโค่น — กรมป่าไม้ระบุว่า "ปลูกแทรกภายในสวนยางพาราหรือสวนผลไม้" เป็นรูปแบบที่ทำได้
แปลงตัวอย่างของเราก็ปลูกแซมร่องยางมาตั้งแต่ปี 2547 และยังกรีดยางได้ตามปกติ
ข้อสำคัญคือระยะปลูกต้องห่างพอให้แสงส่องถึง ไม่บดบังกัน
ปลูกกี่ต้นต่อไร่
เอกสารกรมป่าไม้ระบุระยะปลูกเชิงเดี่ยวที่ 2×4 เมตร ส่วนกรณีปลูกแซมไม่ได้กำหนดตัวเลขตายตัว
บอกเพียงว่าระยะต้องพอเหมาะไม่บดบังแสง
ข้อควรระวัง: ตัวเลข "ต้นต่อไร่" ที่เห็นตามเว็บทั่วไปมักเป็นการคำนวณเอง
ไม่ใช่ตัวเลขที่ราชการกำหนด ควรปรึกษาเกษตรอำเภอตามสภาพพื้นที่จริง
ปลูกกี่ปีถึงได้เงิน
เอกสาร ม.เกษตรศาสตร์ระบุว่าเริ่มลงสารได้เมื่อต้นอายุ 5–7 ปีขึ้นไป หรือขนาดความโตราว 10–15 ซม.
จากนั้นรออีกราว 8–16 เดือน จึงเก็บเกี่ยวได้ — รวมแล้วรอบแรกประมาณปีที่ 6–8
ผู้รับซื้อในเครือข่ายระบุว่าถ้าต้นสมบูรณ์ได้น้ำดี อายุ 5–6 ปีก็ลงสารได้
แต่ต้องเข้าใจว่า กฤษณาไม่ใช่พืชรวยเร็ว และไม่มีใครรับประกันได้ว่าสารจะขึ้นดีแค่ไหน
ปลูกทิ้งไว้เฉยๆ แล้วมีสารเองไหม
ไม่มี — สารกฤษณาเกิดจากกระบวนการรักษาบาดแผลของต้นไม้ ต้องมีการกระตุ้นให้เกิดแผลก่อน
ต้นที่ไม่เคยถูกทำสาร ต่อให้อายุ 20 ปีก็เป็นไม้ธรรมดา ไม่มีมูลค่าสูง
นี่คือจุดที่คนปลูกจำนวนมากเข้าใจผิดแล้วเสียเวลาไปหลายปี
ทำสารเองได้ไหม ต้องซื้อน้ำยาไหม
ทำได้ แต่มีความเสี่ยงสูง — สถานีวิจัยวนเกษตรตราด ม.เกษตรศาสตร์ ระบุว่าวิธีกระตุ้นต่างๆ
"อาจไม่ได้ผล ทำเกษตรกรให้สูญเสียค่าใช้จ่าย" และยังไม่มีข้อสรุปว่าวิธีใดดีที่สุด
งานวิจัยยังพบกรณีที่ไม่เกิดสารเลยแต่เนื้อไม้ผุ คือเสียทั้งเงินและต้น
ด้วยเหตุนี้นักวิชาการจึงแนะนำให้เกษตรกรขายทั้งต้น ให้ผู้รับซื้อเป็นคนลงทุนทำสารเอง
จะปลอดภัยกว่า — ถ้าสารไม่ขึ้น คนเสียเงินคือผู้รับซื้อ
ระวังคนขายน้ำยาที่อ้างว่าสารขึ้นแน่นอน ไม่มีใครรับประกันได้จริง
ต้นเล็กๆ ขายได้ไหม
ต้นที่ยังไม่ได้ขนาดและยังไม่ได้ทำสาร มูลค่าต่ำมาก เพราะสิ่งที่ตลาดซื้อคือเนื้อไม้ที่มีสาร ไม่ใช่เนื้อไม้เปล่า
โดยทั่วไปควรรอให้ต้นได้ขนาดก่อนตามที่ระบุข้างต้น
หากอยากทราบว่าต้นในสวนพร้อมหรือยัง ให้ผู้รับซื้อเข้าไปสำรวจได้ (ในเครือข่ายเราสำรวจฟรี ไม่มีเงื่อนไข)
ซื้อกล้าที่ไหน ราคาเท่าไรถึงจะไม่โดนหลอก
กล้ากฤษณาในตลาดทั่วไปอยู่ที่ราว
1–50 บาทต่อต้น ขึ้นกับขนาดและจำนวนที่สั่ง
สิ่งที่ต้องถามก่อนซื้อทุกครั้ง: ชื่อวิทยาศาสตร์ของพันธุ์ (ควรเป็น
Aquilaria crassna)
และกล้ามาจากต้นแม่ต้นไหน — เพราะกฤษณาในไทยมีหลายชนิด และ
ไม่ใช่ทุกชนิดที่สร้างสารได้
ถ้าใครเสนอขายกล้าพร้อม "สัญญารับซื้อคืนราคาการันตี" ให้ระวังไว้ก่อน
(ดูหมวด
กันโดนหลอก)
ขายในประเทศต้องขออนุญาตไหม ผิดกฎหมายหรือเปล่า
การปลูกและซื้อขายกฤษณาในประเทศทำได้ ไม่ใช่ของผิดกฎหมาย
แต่
รายละเอียดขึ้นกับว่าที่ดินที่ปลูกเป็นเอกสารสิทธิ์ประเภทใด และไม้นั้นมาจากการปลูกหรือจากป่า
ส่วนการ
ส่งออกมีข้อกำหนดเพิ่มเติมเพราะกฤษณาอยู่ในบัญชีไซเตส
ดูรายละเอียดในหมวด
กฎหมาย และ
ควรสอบถามหน่วยงานโดยตรงก่อนดำเนินการ
ใครมาทำสารให้ ต้องจ่ายเงินก่อนไหม
ในรูปแบบที่เครือข่ายเราใช้ ผู้รับซื้อเป็นคนลงทุนค่าทำสารทั้งหมด
เจ้าของสวนไม่ต้องจ่ายล่วงหน้าแม้แต่บาทเดียว และได้รับเงินในวันที่ชั่งผลผลิตจริง
ถ้ามีใครขอเก็บเงินค่าทำสารล่วงหน้า ให้ตั้งคำถามทันที
ว่าถ้าสารไม่ขึ้นใครรับผิดชอบ และขอให้ระบุไว้ในสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร
ราคารับซื้อเท่าไร ทำไมไม่บอกราคาไว้บนเว็บ
เพราะกฤษณาไม่มีราคากลาง ไม่มีตลาดกลางหรือประกาศราคาจากรัฐเหมือนยางหรือปาล์ม
ราคาขึ้นกับปริมาณและคุณภาพสารในไม้ ซึ่งดูจากภายนอกไม่ได้ ต้องเห็นของจริงและชั่งจริง
การประกาศราคาตายตัวล่วงหน้าจึงเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงความจริง
และเป็นสัญญาณที่มิจฉาชีพใช้หลอกคนมาแล้วหลายคดี — เราจึงเลือกที่จะไม่ทำ